เดิมอาศัยอยู่กับครอบครัวที่จังหวัดราชบุรี เมื่ออย่ากับสามี จึงย้ายออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่
     เดือนมีนาคม พ.ศ. 2550 เริ่มต้นทำธุรกิจขายของเก่าที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยเช่าที่เดือนละ 2,300 บาท จึงต้องกู้เงินมาทำทุน และสร้างที่พักใหม่ หากู้ได้ 50,000 บาท ดอกร้อยละ 5 ต่อเดือน ช่วงต่อเติมที่พักยังไม่เสร็จต้องอาศัยนอนในรถระยะนึ่ง
     ช่วงปิดเทอม รับลูกชายคนโตมาอยู่ด้วย ห้องก็ยังไม่เสร็จเหลืออีกครึ่งฝา ก็เลยชวนลูกชายนอนในห้องที่ยังไม่เสร็จ กลางมุ้งนอน ตกดึกคืนนั้นฝนตกสาดเรา 2 แม่ลูก หนาวสั่นแทบตาย พยายามเบียดลูกให้พ้นฝน คิดแค่ว่า ตัวเองโดนไม่เป็นไร บอกลูกว่า “นอนซะ แม่สัญญาว่าแม่จะไม่ให้ลูกลำบากอีก” และเพราะกลัวลูกลำบากมันเลยเป็นพลังที่ทำให้เราแบกของขึ้นรถคนเดียว เอาของลงจากรถคนเดียวได้ ทำงานดึกดื่นได้ทั้งคืน เช้าก็ขับไปส่ง
พอเปิดร้านได้ 7 วัน ก็มีของต้องส่งแต่ไม่มีใครเฝ้าหน้าร้าน ถ้าไปส่งของก็ต้องปิดร้าน เงินก็ไม่พอหมุน เราจะแก้ปัญหานี้ยังไง?
               1. เราต้องใช้หนี้ที่กู้มาพร้อมดอก
               2. เราต้องผ่อนรถเดือนละ 7,800 บาท
               3. เราต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน 2,300 บาท
               4. เราต้องมีเงินไว้ทำทุน 1 แสนบาท
     เมื่อเป็นแบบนี้เราต้องวิ่งเก็บของส่งโรงงานอย่างเดียว เปิดร้านไม่ได้ ล้อรถ... ไม่หมุนคือไม่ได้เงิน ก็วิ่งซื้อไปถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ของมาเยอะมากก็เอาไปขาย แบกขึ้นเอง กระสอบประมาณ 20 – 35 กิโลกรัม ชั้นล่าง ๆ ก็พอไหว พอชั้นสูง ๆ ก็เริ่มล้า เจ้าของร้านเขาสงสารก็จะให้คนมาช่วยตอน ชั้นสูง ๆ ถ้าได้ง่ายก็ส่งได้เลย ถ้ายากก็ต้องมาแยก เสียเวลาอีกหนึ่งวัน หนึ่งวันใช้เงินไม่เกิน 80 บาท หาเงินมาได้ส่งใช้หนี้ผ่อนไปตามงวด ขับรถวิ่งกระดาษจะเอาไปส่งโรงต้มทำกระดาษทิชชู ก็เห็นว่ามะพร้าวแห้งที่นี่ทำไมเยอะจัง เยอะกว่ากระดาษ ก็ถามพี่อ๊อดพี่ที่รู้จักว่าถ้าอยากส่งมะพร้าวแห้งต้องไปที่ไหนเขาบอก จังหวัดราชบุรี เดียวแนะนำให้ก็โทรติดต่อประสานงานให้ โรงงานมะพร้าวก็บอกเอาของเข้าได้ ซื้อราคาอยู่ประมาณนี้ ก็เลยลองซื้อ และเอาเข้าไปส่งที่โรงงาน
     เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 ฝนเริ่มตกถ้ารถอยู่ข้างในก็เอาออกไม่ได้ ถ้าอยู่ข้างนอกก็เอารถเข้าไม่ได้ เริ่มมีปัญหากับฝน ช่วงนั้น ใช้หนี้หมดแล้ว มีเงินทุนแล้ว แต่มีอุปสรรคทำงานกับฝนไม่ได้ เพราะฝนตกดินเปียกรถวิ่งไม่ได้ “ทำไม..ชีวิตถึงยากจัง”
     มีคนมาบอกว่า แถว ๆ นี้มีโรงเผาอิฐ ที่ไม่ได้ใช้แล้วว่างอยู่ให้เช่าก็เลยไปดูเขาคิดเดือนละ 3,000 บาท ที่พัก ห้องน้ำ ต้องสร้างเอง สิ่งแรกคือรถไม่ติดเวลาฝนตกมีที่กองของมากขึ้น จึงตัดสินใจย้ายอีกครั้ง เงินที่มีก็เริ่มหมดไปกับการสร้างที่พัก ก็เลยเร่งทำงานมากขึ้น ออกตี 2 ถึงโรงงานมะพร้าว 6 โมงเช้า 8 โมงก็ลงของเสร็จ ทำอยู่แบบนี้เรื่อย ๆ มา
     จนวันหนึ่งเถ้าแก่โรงงาน อายุราว ๆ 60 ปี ก็เดินมาถามว่า “คนอื่นเขาเอารถ สิบล้อ หกล้อมาส่งกันแล้วลื้อทำไมเอารถกระบะมาส่ง คนอื่นเขามาวิ่งส่งเที่ยวเดียว แต่ลื้อมาวิ่งส่ง 5 เที่ยว เอาอย่างนี้แล้วกัน ลื้อซื้อของกองเอาไว้รถโรงงานไปส่งของลื้อก็ขึ้นของมากับรถ” “เงินตั้ง 4 แสนหนูไม่มีเงินซื้อได้เยอะขนาดนั้นหรอกค่ะ” เถ้าแก่บอกว่า “ลื้อซื้อเมื่อไร เอาเงินไปให้เบิกก่อน ส่งของคืนก็ให้หักที่เบิกไป” ตอนนั้นดีใจจนยิ้มปากบานเลย จึงขอบคุณเถ้าแก่และลากลับบ้าน พอกลับถึงบ้านก็มาเริ่มวางแผนว่าจะซื้อกองยังไง ต้องมีลูกน้องมาช่วย ก็เลยหาลูกน้องมาได้จนซื้อกองมะพร้าวเรียกรถโรงงานมารับ
     หลังจากนั้นก็เริ่มมีลูกค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ พอวันหนึ่งไปเยี่ยมเถ้าแก่ เขาก็ถามว่า อยากได้รถ 6 ล้อไหม เราตอบทันทีว่า อยากได้ค่ะ แล้วเขาถามว่าขับได้ไหม ขับได้ค่ะ อั๊วจะซื้อให้ลื้อ เราตกใจมากทำไมใจดีกับเราจัง เขาก็เลยพูดขึ้นมาว่า “อั๊วไม่มีลูกสาว มีลูกชาย 3 คน ลื้อขยันทั้ง ๆ ที่เป็นผู้หญิง ลื้อสู้ทั้ง ๆ ที่คนที่มีโอกาสยังไม่สู้เท่าลื้อ ลื้อขยัน มีความอดทน อั๊วจึงให้ลื้อ เอาไว้วันไหนลื้อมีเงินค่อยเอามาจ่ายอั๊ว” อึ้ง! อารมณ์ตอนนั้นเหมือนคนถูกหวย เป็น 6 ล้อเก่าญี่ปุ่น แต่มันตื้นตันมากจนน้ำตาไหลออกมา จึงขับไปหาแม่เพื่อให้แม่เป็นคนเจิมรถให้ พอแม่เห็นรถ 6 ล้อ แม่ก็ตกใจว่าใครขับมา ชีวิตตั้งแต่นั้นเหมือนเริ่มดีขึ้น เริ่มมองหาสิ่งใหม่ แต่แล้วฟ้าก็เป็นใจ
     เดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 ลูกชายป่วย หมอบอกว่า “ลูกคุณเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ขั้นที่3” เหมือนฟ้าผ่าลง กลางใจ หมอบอกว่า “เราจะทำลูกคุณเป็นเคสวิจัย คุณเบิกอะไรได้ไหม” เราเบิกอะไรไม่ได้เลย แล้วเดินไปหาลูก เราก็ค่อย ๆ ตั้งสติบอกลูกไป ว่าหนูเป็นมะเร็ง พอพูดจบลูกชายจับมือเราแล้วเงยหน้าพูดกับเราว่า “แม่หนูไม่อยากตาย แม่ช่วยหนูด้วย” สิ่งเดียวที่คนเป็นแม่จะตอบลูกชายได้ตอนนั้น คือ "แม่จะทำทุกอย่างให้ลูกหาย" 2 คนแม่ลูกต่อสู้กับโรคมะเร็งทุกวันทุกเดือนทุกปี จนไม่มีเวลาให้กับลูกค้า ไม่มีเวลาทำงาน ลูกค้าเริ่มหายไปหาเจ้าใหม่
     วันเวลาผ่านไปลูกชายเริ่มหาย ถึงเวลาต้องเดินหน้าสร้างอนาคตใหม่ให้ตัวเองได้แล้ว เอาลูกชายไปฝากแม่ แล้วเริ่มทำงานตั้งตัวใหม่ ซื้อมะพร้าวจากทุกจังหวัดในประเทศไทย เอารถไปขึ้น ทำการโอนเงิน ส่งของเข้าโรงงาน ใช้โทรศัพท์ทำงานแทนตัวเอง ออกเก็บมะพร้าวเอง มีคนที่รู้จักเขาเห็นว่าเราขยัน จึงชวนมาทำ “พันธุ์ข้าว” เขาสอนให้รู้จักกระบวนการขาย เริ่มเรียนรู้ ศึกษา ค้นคว้าให้เข้าใจว่าชาวนาต้องการอะไร หัวใจของงานนี้อยู่ตรงไหน เริ่มขายและเริ่มซื้อ ทำพร้อม ๆ กันไป
     พอเริ่มเข้าสู่ปี พ.ศ. 2553 เริ่มรับลูกสาวคนเล็กมาเลี้ยงดูเอง ช่วงนั้นมะพร้าวเจอปัญหาน้ำมันปาล์มเพราะขนจากนอกประเทศเข้ามา จึงเริ่มเน้นที่ข้าวมากขึ้น ขายไปได้หลายจังหวัด ก็ไปรับลูกสาวคนกลางมาอยู่ด้วย เริ่มขายดีขึ้นของก็เข้าเยอะ มีปัญหากับบ้านเช่าอีกว่า เสียงดัง ดินเป็นรอย ก็เริ่มขยับขยาย ประกอบกับช่วงปี พ.ศ. 2554 น้ำท่วมใหญ่ ทิ้งลูกไว้บ้าน 2 คน เรามาหาลูกค้าเพิ่ม มาเจอบ้านประกาศขายพร้อมโกดัง เอาหมอดูมาดูที่ทาง เอาแม่เอาลูกมาดู
บอกว่า “เราจะมีบ้านเป็นของตัวเองกันแล้วนะ”
      ไปคุยกับธนาคาร แล้วทำสินเชื่อบ้านได้ ย้ายแม่ ลุกชาย ลูกสาว 2 คน มาอยู่ด้วย
ปี พ.ศ. 2555 เริ่มทำพันธุ์ข้าวเต็มตัว เลิกทำมะพร้าว
ปี พ.ศ. 2556 เปลี่ยนโกดัง เป็นโรงงานผลิตเต็มตัว สร้างยอดขายได้ 360 ล้าน
ปี พ.ศ. 2557 เดินหน้าเต็มที่ ซื้อรถขนส่งมากขึ้น
ปี พ.ศ. 2558 ขยายโรงงานออกมาอีก เพิ่มเครื่องจักร
ปี พ.ศ. 2559 ตั้งยอดขาย 2 หมื่นตัน ทั้งประเทศมียอดขาย 1 แสนตัน มีผู้ผลิตประมาณ 400 ราย

กว่าจะเป็นเดโช ... เมื่อเวลามันใช่ ... แล้วเราจะได้มาเจอกัน
พันธุ์ข้าวของคนไทย ...ใส่ใจทุกครอบครัว
คิด วางแผน ลงมือทำ และลุยอย่างมีวินัย

25 ธันวาคม 2555
     เป็นวันที่เริ่มทำพันธุ์ข้าวเองวันแรก แม้เครื่องคัดยังมีเงินไม่พอที่จะสร้าง ไหนจะหลังคา โฟล์คลิฟท์ สายพานลำเลียง ทุนก็มีไม่พอ สร้างมากก็ไม่ได้เงินจม ร้องไห้กับตัวเองในใจว่า “มันไม่มีอะไรพร้อมเลยสักอย่าง คนงานก็ไม่มี หาวัยรุ่นคนไทยมาก็หนี หายมัน มันสุดแล้วในความรู้สึกตอนนั้น คิดว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ต้องช่วยตัวเองให้มากที่สุด” เรียงลำดับความสำคัญว่าอะไรมาก่อน มาหลัง ก็ได้ว่า เอาเครื่องก่อน เงินก้อนไม่มี ผ่อนเอา เดียวก็หมด พอมีเครื่อง ไม่มีรถตักอีกซื้อใหม่ราคา 4 ล้านกว่าบาท มือ 2 ก็ได้ 5 แสนบาท โอ้! มาเหมือนซากเหล็ก โอเค เน้นซ่อมเอา ได้ 2 อย่างละ เหลือสายพานลำเรียง เงินไม่พอ 2 บ่านี้ละแบกเอาก่อน พอผ่านไปสักระยะได้ทำสายพาน ที่นี้ครบ
     เริ่มมาจากความไม่พร้อมเลย แต่เราก็ผ่านไปได้ ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต คือ “การยอมแพ้”
     สิ่งแรกที่เราทำคือตั้งเป้าหมายว่าเราจะขายให้ได้เท่าไร ปัญหาของงาน สิ่งที่ลูกค้าต้องการ การรับมือ เมื่อเราได้คำตอบ ก็ลุยลงมือทำแบรนด์ “เดโช” ไม่มีใครรู้จักในตลาดมาก่อน สิ่งเดียวที่จะทำให้ทุกคนรู้จัก คือ เริ่มทำตลาดอย่างหนักขึ้น อาศัยว่ามีพื้นฐานจากการทำมะพร้าวมาก่อน เจ้าแรกที่สั่งซื้ออยู่ที่ อำเภอปักธงชัย ได้ลูกค้ามาแบบที่เรายังขายไม่เก่ง เริ่มเรียนรู้มากขึ้น แก้ปัญหาได้มากขึ้น เป้าหมาย ปี พ.ศ. 2556 สำเร็จ ก็ตั้งเป้าปี พ.ศ. 2557 เริ่มสร้างโรงงานเพิ่ม ซื้อรถ ซื้ออุปกรณ์ ตั้งเป้าหมายใหม่ ปี พ.ศ. 2558 เริ่มมีตู้อบ ปี พ.ศ. 2559 เริ่มมีระบบมากขึ้น โฟกัสชัดเจนขึ้น

จากลูกจ้าง . . . สู่เจ้าของธุรกิจ . . . ชีวิตหายนะ
เธอตัดสินใจ สู้ทุกรูปแบบ สู้ สู้ สู้ และสู้
สู้ด้วยสารพัดวิธี จนประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่